Last Updated : Mar. 12, 2012
ตาของคุณ แยกสีได้ดีแค่ไหน ?
Color IQ Test จาก xritephoto การทดสอบง่ายๆ เพื่อเช็คว่า ตาของคุณจำแนกความแตกต่างของสีได้ดีแค่ไหน ?

Color IQ Test จาก xritephoto การทดสอบง่ายๆ เพื่อเช็คว่า ตาของคุณจำแนกความแตกต่างของสีได้ดีแค่ไหน ?
- ช่องซ้ายมือสุด เป็นค่าสีเริ่มต้น
- ช่องขวามือสุด เป็นค่าสีเป้าหมาย
- วิธีการทดสอบ ให้ใช้เม้าส์ลากช่องสีที่อยู่ในแถวเดียวกัน โดยเรียงจาก ค่าสีเริ่มต้น ไปยัง ค่าสีเป้าหมาย
- หลังจากเรียงครบทั้ง 4 แถว ให้คลิกที่คำว่า Score Test เพื่อตรวจสอบคะแนนของคุณ…

เรื่องของ “ กาวกับสติกเกอร์ ”

…กาวที่ใช้ในกระบวนการผลิตสติกเกอร์นั้น ในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Pressure Sensitive Adhesives (PSA) ซึ่งหมายถึงกาวที่ติดได้บน พื้นผิววัสดุหลายประเภทโดยต้องอาศัยการออกแรงรีดกด โดยที่การรีดสติกเกอร์นั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เนื้อกาวสามารถแผ่ออกครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการจะติดให้มากที่สุด แรงยึดเกาะของกาว (Adhesion) จึงจะทำงานได้เต็มที่

…กาวที่ใช้ในกระบวนการผลิตสติกเกอร์นั้น ในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Pressure Sensitive Adhesives (PSA) ซึ่งหมายถึงกาวที่ติดได้บน พื้นผิววัสดุหลายประเภทโดยต้องอาศัยการออกแรงรีดกด โดยที่การรีดสติกเกอร์นั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เนื้อกาวสามารถแผ่ออกครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการจะติดให้มากที่สุด แรงยึดเกาะของกาว (Adhesion) จึงจะทำงานได้เต็มที่
รออัพเดทข้อมูล ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน
รออัพเดทข้อมูล ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน
รออัพเดทข้อมูล ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน
กาวที่ใช้ในการผลิตสติกเกอร์ ส่วนใหญ่จะเป็นกาวสูตรอะครีลิค (Acrylic) ที่เป็น Acrylic Polymers ซึ่งมีคุณสมบัติในการทนต่อสารเคมี, รังสียูวี, อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง และ Plasticizers ได้ดี จึงเหมาะที่จะนำไปใช้งานระยะยาวและต้องทนได้ทุกสภาวะอากาศ ยึดเกาะติดกับพื้นผิววัสดุได้หลายประเภทยกเว้นวัสดุที่เป็น LSE (Low Surface Energy) เช่น LDPE (Low-density Polyethelene), Polystyrene, Teflon และ Rubber (ยาง)
Solvent-based
ส่วนผสมในการผลิตกาวจะถูกทำละลายใน Solvent และนำไปเคลือบเป็นชั้นกาวบนวัสดุที่เป็นม้วน หลังจากนั้น Solvent จะระเหยออกไปจนหมด เหลือแต่เนื้อกาวทิ้งไว้
Emulsion-based
ส่วนผสมในการผลิตกาวจะถูกทำละลายในน้ำ และนำไปเคลือบเป็นชั้นกาวบนวัสดุที่เป็นม้วน หลังจากนั้น น้ำจะระเหยออกไปจนหมด เหลือแต่เนื้อกาวทิ้งไว้
ไม่ว่าจะเป็นกาวประเภท Solvent-based หรือ Emulsion-based ก็ตาม คุณภาพของกาวจะไม่แตกต่างกัน เพราะว่าทั้ง Solvent หรือ น้ำ จะระเหยออกไปจนหมดในระหว่างกระบวนการผลิตอยู่ดี คุณภาพของกาวจึงขึ้นอยู่ที่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกาวมากกว่า
กาวแต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งจะมีค่าการทำงานต่างๆ ที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ เราจะดูที่ค่าการทำงานของสติกเกอร์จากค่าเหล่านี้
Tack
เป็นค่าที่วัดการยึดเกาะของกาวทันทีที่ติดบนพื้นผิว (โดยไม่มีแรงกดรีด) โดยจะมีค่าระหว่าง ต่ำ-ปานกลาง-สูง
Initial Adhesion
เป็นค่าที่วัดการยึดติดของกาวกับพื้นผิว หลังจากได้รีดติดบนพื้นผิวแล้ว 20 นาที เพื่อให้กาวได้แผ่ตัวครอบคลุมพื้นผิวที่จะติดตั้งแล้ว
Ultimate Adhesion
เป็นค่าที่วัดการยึดติดของกาวกับพื้นผิว หลังจากได้รีดติดบนพื้นผิวแล้ว 24 ชั่วโมง เพื่อให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว
ไม่จริงเสมอไปที่ค่าการทำงานต่างๆ ยิ่งเยอะ สติกเกอร์นั้นจะยิ่งดี แต่ต้องดูที่วัตถุประสงค์ที่จะนำสติกเกอร์นั้นไปใช้งานมากกว่า เพื่อให้กาวของสติกเกอร์นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 10-60 ํC ถ้าจำเป็นต้องใช้งานใน ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 ํC จะต้องใช้กาวชนิด Cold Temperature ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 60 ํC จะต้องใช้กาวชนิด High Heat Resistance จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท
กาวแต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งจะมีค่าการทำงานต่างๆ ที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ เราจะดูที่ค่าการทำงานของสติกเกอร์จากค่าเหล่านี้
Permanent
เป็นค่าที่วัดการยึดเกาะของกาวทันทีที่ติดบนพื้นผิว (โดยไม่มีแรงกดรีด) โดยจะมีค่าระหว่าง ต่ำ-ปานกลาง-สูง
Permanent
Blockout
Blockout
เป็นค่าที่วัดการยึดติดของกาวกับพื้นผิว หลังจากได้รีดติดบนพื้นผิวแล้ว 20 นาที เพื่อให้กาวได้แผ่ตัวครอบคลุมพื้นผิวที่จะติดตั้งแล้ว
Semi-permanent
เป็นค่าที่วัดการยึดติดของกาวกับพื้นผิว หลังจากได้รีดติดบนพื้นผิวแล้ว 24 ชั่วโมง เพื่อให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว
ไม่จริงเสมอไปที่ค่าการทำงานต่างๆ ยิ่งเยอะ สติกเกอร์นั้นจะยิ่งดี แต่ต้องดูที่วัตถุประสงค์ที่จะนำสติกเกอร์นั้นไปใช้งานมากกว่า เพื่อให้กาวของสติกเกอร์นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 10-60 ํC ถ้าจำเป็นต้องใช้งานใน ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 ํC จะต้องใช้กาวชนิด Cold Temperature ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 60 ํC จะต้องใช้กาวชนิด High Heat Resistance จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท
เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย บริษัท เอเวอรี่ เดนนิสสัน (ประเทศไทย) จำกัด
Heat Gun มีแล้ว จะใช้งานอย่างไร ?
…สำหรับงานติดตั้งสติกเกอร์บนรถนั้น แนะนำให้ใช้สติกเกอร์เกรด Polymeric Calendered หรือ Cast เท่านั้น เราถึงจะสามารถรีด สติกเกอร์ให้ยืดตัวเข้าตามโค้งตามร่องได้ง่าย และจะไม่มีปัญหาในเรื่องสติกเกอร์หลุดหรือเด้งออกมาจากพื้นผิว
…สำหรับงานติดตั้งสติกเกอร์บนรถนั้น แนะนำให้ใช้สติกเกอร์เกรด Polymeric Calendered หรือ Cast เท่านั้น เราถึงจะสามารถรีด สติกเกอร์ให้ยืดตัวเข้าตามโค้งตามร่องได้ง่าย และจะไม่มีปัญหาในเรื่องสติกเกอร์หลุดหรือเด้งออกมาจากพื้นผิว
- สำหรับการติดสติกเกอร์บนพื้นที่ใหญ่ อย่างเช่น ประตู ฝากระโปรง หลังคา ให้ใช้อุณหภูมิที่ 60 ํ C แล้วใช้ Squeegee รีดติดให้เรียบ
- สำหรับการเก็บงานสติกเกอร์ตรงขอบ อย่างเช่น ร่องประตู ขอบล้อ ขอบประตู ให้ใช้อุณหภูมิที่ 180 ํ C แล้วใช้ถุงมือกดสติกเกอร์ให้ติดกับตัวรถ แล้วต้องรอให้สติกเกอร์เย็นตัวลงก่อนที่จะตัดส่วนที่เกินทิ้ง
อุปกรณ์สำหรับงานติดสติกเกอร์
…ในการติดตั้งงานสติกเกอร์นั้น นอกจากประสบการณ์และความชำนาญของผู้ติดตั้งแล้ว อุปกรณ์ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน แต่ละอุปกรณ์ถูกออกแบบมา เพื่อช่วยให้การติดสติกเกอร์นั้น เป็นเรื่องง่ายและสะดวกขึ้น และยังช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับงานด้วย ทั้งที่เห็นผลทันทีและที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เรามาลองดูอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมา เพื่อใช้สำหรับการติดตั้งงานสติกเกอร์โดยเฉพาะกันดีกว่า
…ในการติดตั้งงานสติกเกอร์นั้น นอกจากประสบการณ์และความชำนาญของผู้ติดตั้งแล้ว อุปกรณ์ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน แต่ละอุปกรณ์ถูกออกแบบมา เพื่อช่วยให้การติดสติกเกอร์นั้น เป็นเรื่องง่ายและสะดวกขึ้น และยังช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับงานด้วย ทั้งที่เห็นผลทันทีและที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เรามาลองดูอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมา เพื่อใช้สำหรับการติดตั้งงานสติกเกอร์โดยเฉพาะกันดีกว่า
Porous และ Non-Porous
…วัสดุที่เป็น Porous คือ วัสดุที่ผิวมีลักษณะเป็นรู ไม่เรียบ เวลาที่พิมพ์ด้วยหมึก UV จึงสามารถยึดเกาะกับผิวของวัสดุที่เป็นรูได้ดี ขูดขีดไม่หลุด เช่น ไม้ ผ้า แผ่นเหล็ก แผ่นวีเนียร์
วัสดุที่เป็น Non-Porous คือ วัสดุที่ผิวมีลักษณะเรียบ ไม่มีรู (แม้กระทั่งน้ำยังซึมผ่านไม่ค่อยได้) เวลาที่พิมพ์ด้วยหมึก UV หมึกจึงเกาะได้แค่เพียงผิวบนเท่านั้น เช่น กระจก แผ่นอะครีลิค
ฉะนั้น เวลาที่เราต้องการพิมพ์หมึก UV ลงบนวัสดุประเภท Non-Porous จึงต้องอาศัย น้ำยารองพื้นประเภท Primer เพื่ออาศัยตัวน้ำยาให้ยึดติดกับผิวของวัสดุ และหมึก UV เกาะกับลักษณะผิวที่เป็น Porous ของน้ำยาแทน…

วัสดุที่เป็น Non-Porous คือ วัสดุที่ผิวมีลักษณะเรียบ ไม่มีรู (แม้กระทั่งน้ำยังซึมผ่านไม่ค่อยได้) เวลาที่พิมพ์ด้วยหมึก UV หมึกจึงเกาะได้แค่เพียงผิวบนเท่านั้น เช่น กระจก แผ่นอะครีลิค
ฉะนั้น เวลาที่เราต้องการพิมพ์หมึก UV ลงบนวัสดุประเภท Non-Porous จึงต้องอาศัย น้ำยารองพื้นประเภท Primer เพื่ออาศัยตัวน้ำยาให้ยึดติดกับผิวของวัสดุ และหมึก UV เกาะกับลักษณะผิวที่เป็น Porous ของน้ำยาแทน…















